เดินเล่นริมทะเล
เล่นกับเด็ก
ลมเย็นๆ กลิ่นหอมๆ ปะทะลำตัวและใบหน้า
ทำให้คนแก่มีความสุข
ทำอาหาร
อาชีพอะไรหนอ ที่มีทุกอย่างข้างบนเจือปนอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งหมด
เดินเล่นริมทะเล
เล่นกับเด็ก
ลมเย็นๆ กลิ่นหอมๆ ปะทะลำตัวและใบหน้า
ทำให้คนแก่มีความสุข
ทำอาหาร
อาชีพอะไรหนอ ที่มีทุกอย่างข้างบนเจือปนอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งหมด
ปิดเทอมแบบนี้ เลยมีเวลาได้เอาไปทำอะไร อะไรตั้งเยอะแยะแน่ะ
winter นี้ได้หยุดพักหนึ่งเดือน ไม่ถึงกับว่างที่สุด เพราะลงเรียน Art History ไปด้วยหนึ่งตัว
(พูดถึงไอ้วิชานี้นี่มันสนุกและน่าสนใจอยู่ไม่หยอก แถมเรียนแค่วันละสาม ชม. ต่อวัน 15 วัน แล้วก็หมดเวรหมดกรรมกันแค่นี้)
เพราะอย่างนี้ .. ก็เลยได้ใช้เวลาที่เหลือ นอนตีสอง — อ่านหนังสือเล่มใหม่ ขุดหนังสือที่ชอบเล่มเก่ามาอ่านใหม่, ได้ดูหนังกะซีรีส์ทุกวันเลย ดูจนเริ่มหมดมุขลามไปดูซีรีส์เก่าๆชวนหัว
ทุกๆวันจะลุกจากเตียงตอน 11 โมง อาบน้ำ แล้วก็ทำอาหารกลางวันซึ่งสนุกที่สุด รักการจ่ายตลาด รักการเดินสำรวจซูเปอร์มาร์เกตที่ไม่คุ้นเคย ซูเปอร์มาร์เกตเอเชียนน่ารักดี ไปทีไรก็ตื่นเต้น
ไม่ใช่แค่ราคาจะถูกกว่าร้านค้าหัวทองเท่านั้น แต่ของที่นำมาขายยังหลากหลายซะน่าทึ่ง ทุกวันนี้ยังมีโมเมนท์ที่ไปเดินร้านประจำแล้วเหลือบไปเห็นเครื่องปรุงไทยๆที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
เวลาที่ทำอาหาร มันสนุกตั้งแต่ตอนหมัก เท หั่นผักเสียงดังกร้วมกร้าม นวด ย่าง ตุ๋น ยืนเท้าสะเอวจ้องรอกลับปลาที่ทอดไว้
ที่จริง นี่ก็เป็นอีกอย่างที่โรคจิตสาหัส .. ถ้าทำอาหารที่ใช้เวลาหน่อย คนอื่นก็อาจจะออกมานั่งดูทีวี เล่นคอม .. เราทำไม่ได้อย่างนั้น .. เราชอบเฝ้า จ้อง ..
บางทีมันอาจไม่ใช่โรคจิต .. แต่ “ใจร้อน” ต่างหาก – -”
ได้แบ่งเวลาบางส่วนมีความสุขกับการฟังเพลง
ต้องใช้คำว่ามีความสุขกับการฟังเพลง เพราะ ฟังด้วยความสุขจริงๆ จนฉงนฉงายครุ่นคิดเล่นๆอยู่บ่อยๆว่า “ชีวิตน้อยๆจะกลวงเปล่ามากเท่าไร ถ้าขาดเสียงเพลงไป”
เวลาอีกบางส่วนใช้ไปออกกำลัง ว่ายน้ำ เล่นกล้าม เข้าคลาสเรียนเต้นซุมบ้ากับบัลเลต์ซึ่งพาเพลินมากๆ
ตั้งใจว่าพอโรงเรียนเปิด จะพยายามยัดตารางยิมให้เข้ากับตารางเรียนให้ได้
เวลาอีกส่วนที่ถูกใช้ไปอย่างเบิกบานก็คือตอนนอนเล่นตีพุงกับเดฟ
เราสองคนจะมีช่วงเวลาของแต่ละวันที่เรียกว่า “Snug Time” ซึ่งหมายถึง “ได้เวลามานอนกอดกันแล้วล่ะ”
ทุกๆวันขณะที่ต่างคนต่างงุ่นง่านกะงานของตัวเอง ใครคนหนึ่งจะพูดว่า “snug time” อีกคนก็ต้องหยุดอะไรก็ตามที่ทำอยู่ แล้วเราก็จะกอดกัน เล่นกันเป็นเด็กๆ
เอาหมอนตีหัวกัน ถีบก้นกัน ดึงจมูกกัน … เบิกบาน หัวเราะ แจ่มใส แล้วก็เป็นเวลาเบรคหลังจากวุ่นอยู่กะหน้าคอมหลายๆชม.
อย่างช่วงนี้ทั้งๆที่จนกันมาก เพราะถังแตกจากตอนที่ถลุงเงินเกินงบไปหน่อยครั้งที่ไปเที่ยวฮาวาย
แต่พวกเราก็ไม่ได้มีความสุขลดน้อยลงไป หรือหัวเราะเสียงเบาลง ตามธนบัตรในกระเป๋าแฟบๆนั่น
ตอนที่เจอกันใหม่ๆ เราชอบที่เดฟไม่ใช่คนที่มีความสุขจากส่ิงของ .. ไม่ต้องช้อปปิ้งก็มีความสุข ไม่ต้องแฟชั่น ไม่ต้องแบรนด์เนม ไม่วัตถุนิยม
เพราะเรามีความเชื่อที่ว่า ถ้าเมื่อไรที่เราต้องช้อปปิ้งให้มีความสุข หรือกินดับทุกข์ อาการพวกนี้มันสะท้อนว่าเราเป็นทุกข์
และวิธีจัดการกับความทุกข์แบบยั่งยืน ก็ไม่เคยเป็นอะไรที่ต้องใช้เงินแลกมา
: )
อีก 3-4 วัน Crossing Borders ก็จะปิดคลาส
ในขณะเดียวกันก็หมายความว่า 2-3 วันหลังจากนั้น รร. ก็จะเปิด
เทอมนี้ขอหอบความสบายใจแบบนี้ติดไประหว่างเทอมด้วยสักครึ่งนึงก็คงพอ
เสียงเพลงจากคลื่นวิทยุยังคงส่งเสียงมาตามสายหูฟังสีเขียว
ตัวเลขบนมุมขวาของหน้าจอคอมพิวเตอร์บอกเวลา 11.59 pm
เกือบ 2 ชม. แล้วสินะ ที่นั่งอยู่หน้าคอมจมจ่อม
และ ถ้าเพลงนั้นไม่ได้ถูกเล่นขึ้นมา ป่านนี้ฉันก็คงย้ายตัวเองไปนอนกลิ้งอยู่บนเตียงใต้ผ้าห่มหนาอุ่น
“เพลงนี้เสียงคนร้องซื่อชะมัด” — ฉันคิด
คิ้วสองข้างที่ถูกขมวดเป็นปม คลายออกเมื่อถึงท่อนที่ว่า “ที่โทรมา แค่อยากจะฟังเสียงลมหายใจ ” …
: )
หะหะ … จริงด้วยสินะ ความรู้สึกแบบนั้น? … เสียงลมที่ถูกพ่นเข้าและออกด้วยจังหวะความถี่เดิมๆน่าเบื่อ แต่กระนั้นก็ทำให้หัวใจของคนที่ได้ยินเนิบชื้นขึ้นมาได้
มันอาจเป็นเพราะความอบอุ่นระรื้นถูกถ่ายทอดเมื่อรับรู้ถึง “การมีอยู่” ของอีกฝ่ายผ่านเสียงหายใจนั่น
ก็อาจจะเป็นไปได้ …
แต่เดี๋ยวก่อน! คุณยังพูดไม่ได้ว่าคุณเป็นโรคเสพติดสิ่งมีชีวิตผ่านการฟังเสียงลมหายใจ จนกว่าคุณจะ …
เปลี่ยนจากการฟังอย่างเดียว มาเป็น “ดม” ด้วย
ใช่
ดม
ด
ม
บางที นี่อาจสมควรได้รับบรรจุในหนังสือ “อาการ 10 ข้อที่บ่งบอกว่าคุณกำลังอินเลิฟ”
เมื่อคุณรักใคร คุณไม่อยากแค่สูดลมหายใจเข้าปอดตัวเอง
แต่คุณอยากสูดลมหายใจของคนอีกคนนั้นเข้าปอดของตัวเองด้วย!
แม้กระทั่งลมหายใจระอุของแรกตื่น .. ก็ทำให้หัวใจอิ่มเต็ม : )
ว่าแต่วันนี้ .. ได้ฟังเสียลมหายใจของใครกันบ้างรึยังคะ?
เมื่อวานของอาทิตย์ก่อน .. เราสองคนหนีออกจากบ้าน
ฮาวายคือจุดหมาย
ด้วยความเรียบง่ายของเราทั้งคู่ ทำให้เราไม่มีของติดตัวไปมากนัก
ในกระเป๋าสะพายข้างสองใบถูกบรรจุด้วยเสื้อผ้าของฤดูร้อน กล้องถ่ายภาพ หูฟัง หนังสือสองเล่ม และคุ้กกี้สองถุง
เอาเข้าจริงก็มีอยู่แค่ไม่กี่สิ่งที่จะช่วยทำให้การเดินทางของพวกเราครั้งนี้มีความสุขอย่างที่ตั้งใจไว้
เราเอาไปแค่นั้น และเราก็พอใจแค่นั้น
(ในชีวิตของวันธรรมดาที่ไม่ได้ออกเดินทาง ความสุขของชีวิตก็เรียบง่ายได้แบบนั้นเช่นกัน)
ช่วงเวลา 7 วันเต็มที่นั่น เราใช้ทุกวินาทีด้วยกัน
เราตื่นนอนหกโมงเช้า เราออกไปดำน้ำ แต๊ะอั๋งปลาโลมา แอบดูปลาวาฬเล่นน้ำ เล่นกระดานโต้คลื่น แช่จากุชซี่ ขับรถเล่น กินอาหารอร่อยๆ
เราดูทีวีจนผลอยหลับข้างๆกันตอนเที่ยงคืน
เป็นอย่างนั้น ทุกๆวัน
เรายิ้มกับทุกวัน และเราก็ยิ้มให้กันทุกๆวัน
ออกจากบ้านครั้งนี้ ก็เหมือนทุกๆครั้ง
เราหอบพลังกลับมาบ้าน หอบคำตอบ และหอบหลายคำถามใหม่ๆติดตัวกลับบ้านมาด้วย
อาจจะเป็นพลังที่หอบกลับมานั้น ที่ถมรูโหว่กลางลำตัวจนเกือบเต็ม
หรืออาจจะเป็นคำตอบที่พบเจอระหว่างการเดินทางก็เป็นได้
ถ้าการออกเดินทางหมายถึงพลังและคำตอบ
เราเองก็อยากหนีออกจากบ้านอีกบ่อยๆ .. ก็เพราะมันรู้สึกดีขนาดนี้ที่รูโหว่ๆมันตื้นขึ้น
เงาของความเว้งว้างก็ดูเหมือนจะเจือจางไปถนัดตาจนแทบจะมองไม่เห็น
ถ้าคำถามคือ “คนเราเกิดมาทำไม”
และถ้าคำตอบของเรายังคงเป็น “เพื่อถามคำถามและหาคำตอบ”
และถ้าวันทุกวันเป็นกระบวนการของการตั้งคำถามและหาคำตอบ
การออกเดินทางก็เปรียบเหมือนเป็น short cut ที่ดูเหมือนจะมีคำตอบอยู่มากเป็นพิเศษ
บางทีความรู้สึกที่ิคิดถึงใครบางคนก็เป็นเรื่องแปลก
แปลกที่ความคิดถึงมันไม่มีที่มา .. รู้ตัวอีกทีก็ก่อตัวอยู่ข้างในใจเป็นคุ้งเป็นควัน
แปลกที่ … มัน .. ไม่มีเหตุผล .. มันหาสาเหตุไม่ได้ อธิบายไม่ถูก
แปลกที่ความรู้สึกแบบนี้ มันไม่ได้ทำให้ทุกข์ แต่ก็ไม่ได้ทำให้สุข
ที่แปลกที่สุดก็คือตรงที่บอกไม่ได้ว่า เราเกลียดหรือว่าชอบความรู้สึกที่ว่านั่น
แต่ไม่ว่าจะแปลกแค่ไหน จะดิ้นรนป่าวร้องป้องประกาศจนจุกตายยังไง
ไอ้ความรู้สึกแบบนั้นมันก็ไม่ยอมหายไป ..
น่ารำคาญอยู่นิดก็ตรงที่ มันกวนใจ … แล้วก็ทำอะไรมันไม่ได้
ไม่รู้จะทำยังไงให้มันหายไป .. ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆแล้วอยากให้มันหายไปรึเปล่า
ให้ตายเหอะ!
ฤดูกาลแห่งปีใหม่ดูจะเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนมีความสุขที่สุดในบรรดาเทศกาลไหนๆ
เรายิ้ม เราตื่นเต้น เรามีความหวัง — หวังว่าชีวิตน้อยๆของเราจะเปลี่ยนไปไม่มากก็น้อย แต่แน่นอนในทางที่ดีขึ้น
พอคิดได้ดังนั้นเราก็สัญญากับตัวเอง ว่าเราจะทำนี่ ไม่ทำนั่น ทำอย่างนี้ แต่ไม่ทำอย่างนั้น หรือที่เรียกว่า “resolution”
แปลกดี … ที่ “ปีใหม่” มีพลังมากขนาดนั้น .. ขนาดที่ทำให้มนุษย์ที่แข่งกันวิ่งแข่งกันเดินไม่ยอมหยุด ที่แม้กระทั่งล้มก็ยังไม่ยอมหยุดพัก
ได้หยุดคิดทบทวน และถามตัวเองว่า อยากให้ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไรในปีหน้า
“ปีใหม่” มีพลังมากขนาดนั้น
หากแต่ถ้าลองคิดดูเล่นๆ … วันปีใหม่ไม่ได้มีอยู่จริง แต่มันเป็นเพียงแค่วันติ๊ต่าง
วันทุกวัน เดือนทุกเดือน ปีทุกปี หรือแม้กระดั่งนาทีทุกนาที … เป็นแค่เพียง “สิ่งสมมติ” เท่านั้น
ปฎิทินและนาฬิกาเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา …. นานเท่าไรแล้วก็ไม่รู้แต่นานมากพอที่บางทีเราก็เผลอลืมไป
และใช้ชีวิตพันธนาการไปตามครรลองของสิ่งที่เรียกว่า “เวลา”
อีกหนึ่งทางที่ดูเหมือนมนุษย์เราจะเชี่ยวชาญกับการเอาหัวใจของเราไปผูกมัด ก็คือ “อดีต”
อดีตที่ช่างแสนอดูด …
แม้กระทั่งช่วงเวลาที่สมองเป็นอิสระที่สุดอย่างตอนก่อนนอน สิ่งเดียวที่เข้ามาครอบงำความคิดเราก็มักจะเป็นเรื่องราวในอดีต
“ความรักที่จบไปเมื่อสองปีืที่แล้ว” .. “ตอนคุยโทรศัพท์กับแม่เมื่อวาน”.. หรือ “น่าจะทำได้ดีกว่านี้ตอนพรีเซนต์งานเมื่อเช้า”
ไอ้ที่จะให้เปลี่ยนมาคิดเรื่องปัจจุบันก็เป็นเรื่องยาก รึจะสั่งให้หยุดคิดก็ยิ่งแล้วไปกันใหญ่
แต่ไม่ว่าเราจะตกถลำลงไปในห้วงอดีตลึกเท่าไร .. ก็ยังไม่เคยมีใครที่ย้อนเวลากลับไป แล้วแก้ไขมันได้สักที
บางที … ถ้าไม่คิดเลย อาจจะดีซะกว่า
คิดดูจริงๆแล้ว ห้วงที่จริงที่สุดของมนุษย์ ก็มีเพียงแค่ “ตอนนี้”
จริงอยู่ที่เราจับต้องมันไม่ได้ .. แต่เราก็อยู่กับมัน และมันก็อยู่กับเรา
จะให้หัวใจแข็งแรงจริงๆ ที่ต้องสนิทตีซี้ที่สุด .. ก็คงจะต้องเป็น “ตอนนี้” นี่แหละนะ
อยากจะเปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยนตอนนี้ อยากจะยิ้มก็ยิ้มตอนนี้ อยากจะเลิกบุหรี่ก็เลิกซะตอนนี้ ไม่ต้องรอเผาปอดอีก 11 เดือนกว่าแล้วค่อยเปลี่ยน
จะว่าไปก็คล้ายๆกับในหนังสือธรรมมะที่สอนเราว่า ให้เราใช้ชีวิตอยู่กับ “ปัจจุบัน” — มีสติและรู้ตัว อยู่ตลอดเวลา
ถ้าทำได้แบบนั้น แล้วก็จะกลายเป็นคนสมาธิยาวขึ้น อยู่กับตัวเองได้มากขึ้นโดยไม่รู้สึกเหงา อยู่ติดบ้านได้ไม่รู้สึกร้อนรนอยากออกไปนอกบ้าน
จะว่าไปมันก็คล้ายๆกัน …
ใช้เวลาอยู่กับ “ตอนนี้” — นี่ละ resolution ของเราปี 2010
เพราะชีวิตมันสั้นเกินไปที่จะใช้มันหมดไปกะวันของเมื่อวาน
แล้วปีใหม่นี้ก็ได้รับอีแมวจากพ่อตามคาด
แนวและเท่เหมือนเดิม ข้อความมีอยู่ว่า …
สวัสดีปีใหม่ 2553 Happy New year 2010
ปีใหม่นี้ ขอให้ แข็ง ยาว ใหญ่
แข็ง = สุขภาพแข็งแรง ได้จากการออกกำลังกาย เป็นประจำ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
ยาว = ให้มีอายุยืนยาว ได้จากการหลีกเลี่ยงอบายมุขทั้งปวง ทำจิตใจให้เบิกบานอยู่เสมอ ลองยิ้มซิครับ ยิ้มเมื่อไรก็มีความสุขเมื่อนั้น ชีวิตก็จะยืนยาว
ใหญ่ = ให้มีหน้าที่การงานใหญ่โต ได้จากการพัฒนาตนเอง อยู่เสมอ คนอื่นพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราอยู่เฉยๆก็เท่ากับถอยหลังแล้วครับ
ทำได้อย่างนี้ ปีใหม่ปีไหน ก็มีความสุขเสมอครับ
รักเสมอครับ
เสน่ห์
สุขสันต์ปีใหม่ทุกคนจ้ะ
แวะมาทักทาย theme อันใหม่
น่ารัก สดชื่น เหมาะกะเจ้าของบลอกยิ่งนัก (เออ พูดเองแล้วงาย)
ชอบโทนสีแบบนี้มากๆ น่ารักแบบเย็นๆ ไม่โฉ่งฉ่างดี
ต่อไปนี้ก็เขียนประโยคยาวๆ ไม่ต้องห่วงคอยเคาะเว้นบรรทัดทีทุกวลี เย้
ปีใหม่ ก็ต้อง theme ใหม่สิเนอะ
เป็นป่าว … ที่ชอบไปทะเล
อกหักก็อยากไปร้องไห้กะทะเล
อินเลิฟก็อยากไปนั่งแอบอิงริมทะเล
นั่งติสแดกอยู่กลางดึกก็อยากไปแหกปากร้องโวยวายใส่ทะเล
เบื่อๆก็อยากไปเดินเล่นกินลมทะเล
แถมพอได้ไปแล้ว ..
ก็ยังอยากไปอีกอยู่ดี
ไปปแล้ว ก็อยากไปอีก ไปแล้วก็อยากไปอีก
ไม่มีที่สิ้นสุด …
ตอนที่อยู่เมืองไทย .. คิดจะไปทะเลทีก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
แต่อยู่ซานฟรานนี้สิ ไปทะเลกลายเป็นเรื่องขี้ป้าติ๋ว …
เดินไปทางไหน เขย่งเท้านิด ชะเง้อคออีกหน่อย ก็เห็นน้ำฟ้าๆ อยู่ลิบๆ
แถวๆ รร. เองก็ใกล้ทะเล
บ่อยครั้งที่หดหู่อยู่ แล้วหางตาแว้บไปเตะมองเห็นน้ำทะเลนิ่งๆ
ใจเราเองก็โล่งสบายได้อย่างมหัศจรรย์!
ทะเลนี่มีอิทธิพลต่อมนุษย์มากจังเลยเนอะ
น่าเอาไปบรรจุเพิ่มลงในหนังสือ “แปลกแต่จริง” ซะจริง จริ๊งงง
…
ว่าแล้วก็ ตื่นเต้น ตื่นเต้น
เพราะเรากำลังจะไปฮาวาย!!
เกาะในฝันของใครหลาย หลาย คน
จะได้ ไป ทะเล ไป ทะเล ไป ทะเล
เย้ เย เย เย้ เย เย
: )