07/02/2010

Filed under: ก็แค่ความคิด — playscene @ 11:00 PM

เดินเล่นริมทะเล

เล่นกับเด็ก
ลมเย็นๆ กลิ่นหอมๆ ปะทะลำตัวและใบหน้า
ทำให้คนแก่มีความสุข
ทำอาหาร

อาชีพอะไรหนอ ที่มีทุกอย่างข้างบนเจือปนอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งหมด

 

ปิดเทอมกำลังจะหมดลง และจุดเริ่มต้นของเทอมสุดท้ายกำลังจะเริ่มขึ้น 26/01/2010

Filed under: 1 — playscene @ 9:31 PM

ปิดเทอมแบบนี้ เลยมีเวลาได้เอาไปทำอะไร อะไรตั้งเยอะแยะแน่ะ
winter นี้ได้หยุดพักหนึ่งเดือน ไม่ถึงกับว่างที่สุด เพราะลงเรียน Art History ไปด้วยหนึ่งตัว
(พูดถึงไอ้วิชานี้นี่มันสนุกและน่าสนใจอยู่ไม่หยอก แถมเรียนแค่วันละสาม ชม. ต่อวัน 15 วัน แล้วก็หมดเวรหมดกรรมกันแค่นี้)
เพราะอย่างนี้ .. ก็เลยได้ใช้เวลาที่เหลือ นอนตีสอง — อ่านหนังสือเล่มใหม่ ขุดหนังสือที่ชอบเล่มเก่ามาอ่านใหม่, ได้ดูหนังกะซีรีส์ทุกวันเลย ดูจนเริ่มหมดมุขลามไปดูซีรีส์เก่าๆชวนหัว
ทุกๆวันจะลุกจากเตียงตอน 11 โมง อาบน้ำ แล้วก็ทำอาหารกลางวันซึ่งสนุกที่สุด รักการจ่ายตลาด รักการเดินสำรวจซูเปอร์มาร์เกตที่ไม่คุ้นเคย ซูเปอร์มาร์เกตเอเชียนน่ารักดี ไปทีไรก็ตื่นเต้น
ไม่ใช่แค่ราคาจะถูกกว่าร้านค้าหัวทองเท่านั้น แต่ของที่นำมาขายยังหลากหลายซะน่าทึ่ง ทุกวันนี้ยังมีโมเมนท์ที่ไปเดินร้านประจำแล้วเหลือบไปเห็นเครื่องปรุงไทยๆที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
เวลาที่ทำอาหาร มันสนุกตั้งแต่ตอนหมัก เท หั่นผักเสียงดังกร้วมกร้าม นวด ย่าง ตุ๋น ยืนเท้าสะเอวจ้องรอกลับปลาที่ทอดไว้
ที่จริง นี่ก็เป็นอีกอย่างที่โรคจิตสาหัส .. ถ้าทำอาหารที่ใช้เวลาหน่อย คนอื่นก็อาจจะออกมานั่งดูทีวี เล่นคอม .. เราทำไม่ได้อย่างนั้น .. เราชอบเฝ้า จ้อง ..
บางทีมันอาจไม่ใช่โรคจิต .. แต่ “ใจร้อน” ต่างหาก – -”

ได้แบ่งเวลาบางส่วนมีความสุขกับการฟังเพลง
ต้องใช้คำว่ามีความสุขกับการฟังเพลง เพราะ ฟังด้วยความสุขจริงๆ จนฉงนฉงายครุ่นคิดเล่นๆอยู่บ่อยๆว่า “ชีวิตน้อยๆจะกลวงเปล่ามากเท่าไร ถ้าขาดเสียงเพลงไป”

เวลาอีกบางส่วนใช้ไปออกกำลัง ว่ายน้ำ เล่นกล้าม เข้าคลาสเรียนเต้นซุมบ้ากับบัลเลต์ซึ่งพาเพลินมากๆ
ตั้งใจว่าพอโรงเรียนเปิด จะพยายามยัดตารางยิมให้เข้ากับตารางเรียนให้ได้

เวลาอีกส่วนที่ถูกใช้ไปอย่างเบิกบานก็คือตอนนอนเล่นตีพุงกับเดฟ
เราสองคนจะมีช่วงเวลาของแต่ละวันที่เรียกว่า “Snug Time” ซึ่งหมายถึง “ได้เวลามานอนกอดกันแล้วล่ะ”
ทุกๆวันขณะที่ต่างคนต่างงุ่นง่านกะงานของตัวเอง ใครคนหนึ่งจะพูดว่า “snug time” อีกคนก็ต้องหยุดอะไรก็ตามที่ทำอยู่ แล้วเราก็จะกอดกัน เล่นกันเป็นเด็กๆ
เอาหมอนตีหัวกัน ถีบก้นกัน ดึงจมูกกัน … เบิกบาน หัวเราะ แจ่มใส แล้วก็เป็นเวลาเบรคหลังจากวุ่นอยู่กะหน้าคอมหลายๆชม.

อย่างช่วงนี้ทั้งๆที่จนกันมาก เพราะถังแตกจากตอนที่ถลุงเงินเกินงบไปหน่อยครั้งที่ไปเที่ยวฮาวาย
แต่พวกเราก็ไม่ได้มีความสุขลดน้อยลงไป หรือหัวเราะเสียงเบาลง ตามธนบัตรในกระเป๋าแฟบๆนั่น
ตอนที่เจอกันใหม่ๆ เราชอบที่เดฟไม่ใช่คนที่มีความสุขจากส่ิงของ .. ไม่ต้องช้อปปิ้งก็มีความสุข ไม่ต้องแฟชั่น ไม่ต้องแบรนด์เนม ไม่วัตถุนิยม
เพราะเรามีความเชื่อที่ว่า ถ้าเมื่อไรที่เราต้องช้อปปิ้งให้มีความสุข หรือกินดับทุกข์ อาการพวกนี้มันสะท้อนว่าเราเป็นทุกข์
และวิธีจัดการกับความทุกข์แบบยั่งยืน ก็ไม่เคยเป็นอะไรที่ต้องใช้เงินแลกมา
: )

อีก 3-4 วัน Crossing Borders ก็จะปิดคลาส
ในขณะเดียวกันก็หมายความว่า 2-3 วันหลังจากนั้น รร. ก็จะเปิด
เทอมนี้ขอหอบความสบายใจแบบนี้ติดไประหว่างเทอมด้วยสักครึ่งนึงก็คงพอ

 

ที่โทรมา แค่อยากจะฟังเสียงลมหายใจ 20/01/2010

Filed under: วันแล้ววันเล่า — playscene @ 12:34 AM

เสียงเพลงจากคลื่นวิทยุยังคงส่งเสียงมาตามสายหูฟังสีเขียว
ตัวเลขบนมุมขวาของหน้าจอคอมพิวเตอร์บอกเวลา 11.59 pm
เกือบ 2 ชม. แล้วสินะ ที่นั่งอยู่หน้าคอมจมจ่อม
และ ถ้าเพลงนั้นไม่ได้ถูกเล่นขึ้นมา ป่านนี้ฉันก็คงย้ายตัวเองไปนอนกลิ้งอยู่บนเตียงใต้ผ้าห่มหนาอุ่น

“เพลงนี้เสียงคนร้องซื่อชะมัด” — ฉันคิด
คิ้วสองข้างที่ถูกขมวดเป็นปม คลายออกเมื่อถึงท่อนที่ว่า “ที่โทรมา แค่อยากจะฟังเสียงลมหายใจ ” …
: )
หะหะ … จริงด้วยสินะ ความรู้สึกแบบนั้น? … เสียงลมที่ถูกพ่นเข้าและออกด้วยจังหวะความถี่เดิมๆน่าเบื่อ แต่กระนั้นก็ทำให้หัวใจของคนที่ได้ยินเนิบชื้นขึ้นมาได้
มันอาจเป็นเพราะความอบอุ่นระรื้นถูกถ่ายทอดเมื่อรับรู้ถึง “การมีอยู่” ของอีกฝ่ายผ่านเสียงหายใจนั่น

ก็อาจจะเป็นไปได้ …

แต่เดี๋ยวก่อน! คุณยังพูดไม่ได้ว่าคุณเป็นโรคเสพติดสิ่งมีชีวิตผ่านการฟังเสียงลมหายใจ จนกว่าคุณจะ …
เปลี่ยนจากการฟังอย่างเดียว มาเป็น “ดม” ด้วย
ใช่
ดม


บางที นี่อาจสมควรได้รับบรรจุในหนังสือ “อาการ 10 ข้อที่บ่งบอกว่าคุณกำลังอินเลิฟ”
เมื่อคุณรักใคร คุณไม่อยากแค่สูดลมหายใจเข้าปอดตัวเอง
แต่คุณอยากสูดลมหายใจของคนอีกคนนั้นเข้าปอดของตัวเองด้วย!
แม้กระทั่งลมหายใจระอุของแรกตื่น .. ก็ทำให้หัวใจอิ่มเต็ม : )

ว่าแต่วันนี้ .. ได้ฟังเสียลมหายใจของใครกันบ้างรึยังคะ?

 

บันทึกของฮาวาย 13/01/2010

Filed under: วันแล้ววันเล่า — playscene @ 12:03 AM

เมื่อวานของอาทิตย์ก่อน .. เราสองคนหนีออกจากบ้าน
ฮาวายคือจุดหมาย

ด้วยความเรียบง่ายของเราทั้งคู่ ทำให้เราไม่มีของติดตัวไปมากนัก
ในกระเป๋าสะพายข้างสองใบถูกบรรจุด้วยเสื้อผ้าของฤดูร้อน กล้องถ่ายภาพ หูฟัง หนังสือสองเล่ม และคุ้กกี้สองถุง
เอาเข้าจริงก็มีอยู่แค่ไม่กี่สิ่งที่จะช่วยทำให้การเดินทางของพวกเราครั้งนี้มีความสุขอย่างที่ตั้งใจไว้
เราเอาไปแค่นั้น และเราก็พอใจแค่นั้น
(ในชีวิตของวันธรรมดาที่ไม่ได้ออกเดินทาง ความสุขของชีวิตก็เรียบง่ายได้แบบนั้นเช่นกัน)

ช่วงเวลา 7 วันเต็มที่นั่น เราใช้ทุกวินาทีด้วยกัน
เราตื่นนอนหกโมงเช้า เราออกไปดำน้ำ แต๊ะอั๋งปลาโลมา แอบดูปลาวาฬเล่นน้ำ เล่นกระดานโต้คลื่น แช่จากุชซี่ ขับรถเล่น กินอาหารอร่อยๆ
เราดูทีวีจนผลอยหลับข้างๆกันตอนเที่ยงคืน
เป็นอย่างนั้น ทุกๆวัน
เรายิ้มกับทุกวัน และเราก็ยิ้มให้กันทุกๆวัน

ออกจากบ้านครั้งนี้ ก็เหมือนทุกๆครั้ง
เราหอบพลังกลับมาบ้าน หอบคำตอบ และหอบหลายคำถามใหม่ๆติดตัวกลับบ้านมาด้วย
อาจจะเป็นพลังที่หอบกลับมานั้น ที่ถมรูโหว่กลางลำตัวจนเกือบเต็ม
หรืออาจจะเป็นคำตอบที่พบเจอระหว่างการเดินทางก็เป็นได้

ถ้าการออกเดินทางหมายถึงพลังและคำตอบ
เราเองก็อยากหนีออกจากบ้านอีกบ่อยๆ .. ก็เพราะมันรู้สึกดีขนาดนี้ที่รูโหว่ๆมันตื้นขึ้น
เงาของความเว้งว้างก็ดูเหมือนจะเจือจางไปถนัดตาจนแทบจะมองไม่เห็น

ถ้าคำถามคือ “คนเราเกิดมาทำไม”
และถ้าคำตอบของเรายังคงเป็น “เพื่อถามคำถามและหาคำตอบ”
และถ้าวันทุกวันเป็นกระบวนการของการตั้งคำถามและหาคำตอบ
การออกเดินทางก็เปรียบเหมือนเป็น short cut ที่ดูเหมือนจะมีคำตอบอยู่มากเป็นพิเศษ

 

12/01/2010

บางทีความรู้สึกที่ิคิดถึงใครบางคนก็เป็นเรื่องแปลก
แปลกที่ความคิดถึงมันไม่มีที่มา .. รู้ตัวอีกทีก็ก่อตัวอยู่ข้างในใจเป็นคุ้งเป็นควัน
แปลกที่ … มัน .. ไม่มีเหตุผล .. มันหาสาเหตุไม่ได้ อธิบายไม่ถูก
แปลกที่ความรู้สึกแบบนี้ มันไม่ได้ทำให้ทุกข์ แต่ก็ไม่ได้ทำให้สุข
ที่แปลกที่สุดก็คือตรงที่บอกไม่ได้ว่า เราเกลียดหรือว่าชอบความรู้สึกที่ว่านั่น

แต่ไม่ว่าจะแปลกแค่ไหน จะดิ้นรนป่าวร้องป้องประกาศจนจุกตายยังไง
ไอ้ความรู้สึกแบบนั้นมันก็ไม่ยอมหายไป ..
น่ารำคาญอยู่นิดก็ตรงที่ มันกวนใจ … แล้วก็ทำอะไรมันไม่ได้
ไม่รู้จะทำยังไงให้มันหายไป .. ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆแล้วอยากให้มันหายไปรึเปล่า

ให้ตายเหอะ!

 

days are numbered. 01/01/2010

Filed under: ก็แค่ความคิด — playscene @ 5:42 PM

ฤดูกาลแห่งปีใหม่ดูจะเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนมีความสุขที่สุดในบรรดาเทศกาลไหนๆ
เรายิ้ม เราตื่นเต้น เรามีความหวัง — หวังว่าชีวิตน้อยๆของเราจะเปลี่ยนไปไม่มากก็น้อย แต่แน่นอนในทางที่ดีขึ้น
พอคิดได้ดังนั้นเราก็สัญญากับตัวเอง ว่าเราจะทำนี่ ไม่ทำนั่น ทำอย่างนี้ แต่ไม่ทำอย่างนั้น หรือที่เรียกว่า “resolution”
แปลกดี … ที่ “ปีใหม่” มีพลังมากขนาดนั้น .. ขนาดที่ทำให้มนุษย์ที่แข่งกันวิ่งแข่งกันเดินไม่ยอมหยุด ที่แม้กระทั่งล้มก็ยังไม่ยอมหยุดพัก
ได้หยุดคิดทบทวน และถามตัวเองว่า อยากให้ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไรในปีหน้า
“ปีใหม่” มีพลังมากขนาดนั้น

หากแต่ถ้าลองคิดดูเล่นๆ … วันปีใหม่ไม่ได้มีอยู่จริง แต่มันเป็นเพียงแค่วันติ๊ต่าง
วันทุกวัน เดือนทุกเดือน ปีทุกปี หรือแม้กระดั่งนาทีทุกนาที … เป็นแค่เพียง “สิ่งสมมติ” เท่านั้น
ปฎิทินและนาฬิกาเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ….  นานเท่าไรแล้วก็ไม่รู้แต่นานมากพอที่บางทีเราก็เผลอลืมไป
และใช้ชีวิตพันธนาการไปตามครรลองของสิ่งที่เรียกว่า “เวลา”

อีกหนึ่งทางที่ดูเหมือนมนุษย์เราจะเชี่ยวชาญกับการเอาหัวใจของเราไปผูกมัด ก็คือ “อดีต”
อดีตที่ช่างแสนอดูด …

แม้กระทั่งช่วงเวลาที่สมองเป็นอิสระที่สุดอย่างตอนก่อนนอน สิ่งเดียวที่เข้ามาครอบงำความคิดเราก็มักจะเป็นเรื่องราวในอดีต
“ความรักที่จบไปเมื่อสองปีืที่แล้ว” .. “ตอนคุยโทรศัพท์กับแม่เมื่อวาน”.. หรือ “น่าจะทำได้ดีกว่านี้ตอนพรีเซนต์งานเมื่อเช้า”
ไอ้ที่จะให้เปลี่ยนมาคิดเรื่องปัจจุบันก็เป็นเรื่องยาก รึจะสั่งให้หยุดคิดก็ยิ่งแล้วไปกันใหญ่
แต่ไม่ว่าเราจะตกถลำลงไปในห้วงอดีตลึกเท่าไร .. ก็ยังไม่เคยมีใครที่ย้อนเวลากลับไป แล้วแก้ไขมันได้สักที
บางที … ถ้าไม่คิดเลย อาจจะดีซะกว่า

คิดดูจริงๆแล้ว ห้วงที่จริงที่สุดของมนุษย์ ก็มีเพียงแค่ “ตอนนี้”
จริงอยู่ที่เราจับต้องมันไม่ได้ .. แต่เราก็อยู่กับมัน และมันก็อยู่กับเรา
จะให้หัวใจแข็งแรงจริงๆ ที่ต้องสนิทตีซี้ที่สุด .. ก็คงจะต้องเป็น “ตอนนี้” นี่แหละนะ
อยากจะเปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยนตอนนี้ อยากจะยิ้มก็ยิ้มตอนนี้ อยากจะเลิกบุหรี่ก็เลิกซะตอนนี้ ไม่ต้องรอเผาปอดอีก 11 เดือนกว่าแล้วค่อยเปลี่ยน

จะว่าไปก็คล้ายๆกับในหนังสือธรรมมะที่สอนเราว่า ให้เราใช้ชีวิตอยู่กับ “ปัจจุบัน” — มีสติและรู้ตัว อยู่ตลอดเวลา
ถ้าทำได้แบบนั้น แล้วก็จะกลายเป็นคนสมาธิยาวขึ้น อยู่กับตัวเองได้มากขึ้นโดยไม่รู้สึกเหงา อยู่ติดบ้านได้ไม่รู้สึกร้อนรนอยากออกไปนอกบ้าน
จะว่าไปมันก็คล้ายๆกัน …

ใช้เวลาอยู่กับ “ตอนนี้” — นี่ละ resolution ของเราปี 2010
เพราะชีวิตมันสั้นเกินไปที่จะใช้มันหมดไปกะวันของเมื่อวาน

 

ปีใหม่นี้ … แบ่งที่ให้พ่อแนวบ้าง! 31/12/2009

แล้วปีใหม่นี้ก็ได้รับอีแมวจากพ่อตามคาด
แนวและเท่เหมือนเดิม ข้อความมีอยู่ว่า …

สวัสดีปีใหม่ 2553 Happy New year 2010
ปีใหม่นี้ ขอให้ แข็ง ยาว ใหญ่
แข็ง = สุขภาพแข็งแรง ได้จากการออกกำลังกาย เป็นประจำ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
ยาว = ให้มีอายุยืนยาว ได้จากการหลีกเลี่ยงอบายมุขทั้งปวง ทำจิตใจให้เบิกบานอยู่เสมอ ลองยิ้มซิครับ ยิ้มเมื่อไรก็มีความสุขเมื่อนั้น ชีวิตก็จะยืนยาว
ใหญ่ = ให้มีหน้าที่การงานใหญ่โต ได้จากการพัฒนาตนเอง อยู่เสมอ คนอื่นพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราอยู่เฉยๆก็เท่ากับถอยหลังแล้วครับ

ทำได้อย่างนี้ ปีใหม่ปีไหน ก็มีความสุขเสมอครับ

รักเสมอครับ

เสน่ห์

สุขสันต์ปีใหม่ทุกคนจ้ะ

 

new theme 30/12/2009

แวะมาทักทาย theme อันใหม่
น่ารัก สดชื่น เหมาะกะเจ้าของบลอกยิ่งนัก (เออ พูดเองแล้วงาย)
ชอบโทนสีแบบนี้มากๆ น่ารักแบบเย็นๆ ไม่โฉ่งฉ่างดี
ต่อไปนี้ก็เขียนประโยคยาวๆ ไม่ต้องห่วงคอยเคาะเว้นบรรทัดทีทุกวลี เย้

ปีใหม่ ก็ต้อง theme ใหม่สิเนอะ

 

ไปทะเล 27/12/2009

Filed under: ก็แค่ความคิด — playscene @ 11:36 PM

เป็นป่าว … ที่ชอบไปทะเล
อกหักก็อยากไปร้องไห้กะทะเล
อินเลิฟก็อยากไปนั่งแอบอิงริมทะเล
นั่งติสแดกอยู่กลางดึกก็อยากไปแหกปากร้องโวยวายใส่ทะเล
เบื่อๆก็อยากไปเดินเล่นกินลมทะเล

แถมพอได้ไปแล้ว ..
ก็ยังอยากไปอีกอยู่ดี
ไปปแล้ว ก็อยากไปอีก ไปแล้วก็อยากไปอีก
ไม่มีที่สิ้นสุด …

ตอนที่อยู่เมืองไทย .. คิดจะไปทะเลทีก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
แต่อยู่ซานฟรานนี้สิ ไปทะเลกลายเป็นเรื่องขี้ป้าติ๋ว …
เดินไปทางไหน เขย่งเท้านิด ชะเง้อคออีกหน่อย ก็เห็นน้ำฟ้าๆ อยู่ลิบๆ

แถวๆ รร. เองก็ใกล้ทะเล
บ่อยครั้งที่หดหู่อยู่ แล้วหางตาแว้บไปเตะมองเห็นน้ำทะเลนิ่งๆ
ใจเราเองก็โล่งสบายได้อย่างมหัศจรรย์!

ทะเลนี่มีอิทธิพลต่อมนุษย์มากจังเลยเนอะ
น่าเอาไปบรรจุเพิ่มลงในหนังสือ “แปลกแต่จริง” ซะจริง จริ๊งงง

ว่าแล้วก็ ตื่นเต้น ตื่นเต้น
เพราะเรากำลังจะไปฮาวาย!!
เกาะในฝันของใครหลาย หลาย คน
จะได้ ไป ทะเล ไป ทะเล ไป ทะเล

เย้ เย เย เย้ เย เย

: )

 

pushing daisies : ซีรีส์ที่ภาพสวย(มาก) 29/11/2009

Filed under: ก็แค่ความคิด — playscene @ 9:29 AM

ห้วงหนึ่งของคืนเหงา
สิบนิ้วกรีดกราย..บนแป้นคีย์บอร์ด
ประหนึ่งว่า จะตามหา บางอย่าง ..
บางอย่างที่เติมเต็ม ทุกอย่าง

และแล้ว โดยความบังเอิญ ..
สองมือและสองตาก็มาหยุดอยู่ที่นี่ ….
แล้วก็ตกหลุมรักมันตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้จักกัน ..